ความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI จุดชนวนให้หุ้น Big Tech สูญเสียมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้เห็นการลดลงของมูลค่าหุ้นในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Big Tech" อันเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้นในตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) การขายออกของนักลงทุนได้ทำให้หุ้นของบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้สูญเสียมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ต้นเหตุของความกังวล
ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดการขายออกครั้งใหญ่นี้คือความกังวลเกี่ยวกับการประเมินค่าที่สูงเกินไปของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ได้กลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งในวงการเทคโนโลยี โดยบริษัทหลายแห่งได้ลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม การประเมินค่าบริษัทที่สูงเกินไปอาจนำไปสู่ฟองสบู่ในตลาดได้
บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ
บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของมูลค่าหุ้นนี้รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง Apple, Microsoft, Alphabet (บริษัทแม่ของ Google), Amazon, และ Meta (เดิมชื่อ Facebook) ซึ่งทั้งหมดนี้มีการลงทุนอย่างมากในเทคโนโลยี AI และมีมูลค่าตลาดรวมกันเป็นจำนวนมาก
- Apple: มูลค่าหุ้นลดลงกว่า 15% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
- Microsoft: มูลค่าหุ้นลดลงกว่า 12% นับตั้งแต่เริ่มต้นปี
- Alphabet: หุ้นลดลง 18% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2023
- Amazon: ราคาหุ้นลดลง 14% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
- Meta: ราคาหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร
บทวิเคราะห์และความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์หลายคนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ว่า การลงทุนในเทคโนโลยี AI นั้นมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการประเมินค่าบริษัทที่สูงเกินจริง John Doe, นักวิเคราะห์จากบริษัท XYZ Research กล่าวว่าการที่นักลงทุนมองเห็นการเติบโตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ทำให้มีการประเมินค่าที่ไม่สมจริง ซึ่งเป็นผลให้เกิดความกังวลว่าอาจจะเกิดฟองสบู่ในตลาด
Jane Smith, นักวิเคราะห์จาก ABC Capital, กล่าวเสริมว่าการลงทุนใน AI นั้นต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและโอกาสในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน
การลดลงของมูลค่าหุ้นในบริษัท Big Tech ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบริษัทและนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย ตลาดการเงินทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
ตามรายงานของ Bloomberg ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เห็นการลดลงของดัชนี S&P 500 ประมาณ 5% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี การเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคเดโมแครตกำลัง ยื่นข้อเรียกร้องท่ามกลางศึกการเงิน DHS ที่ดุเดือด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้.
การตอบสนองของบริษัท
ในขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้พยายามที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นี้โดยการปรับกลยุทธ์การลงทุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน Tim Cook, CEO ของ Apple, กล่าวในงานแถลงข่าวว่า "Apple ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่มีคุณภาพสูงและมีความรับผิดชอบต่อสังคม"
ในทางกลับกัน Sundar Pichai, CEO ของ Alphabet, ได้กล่าวถึงการลงทุนใน AI ว่า "เรามองเห็นศักยภาพของ AI ในการเปลี่ยนแปลงโลก แต่เราต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบ"
อนาคตของเทคโนโลยี AI และตลาดหุ้น
ถึงแม้ว่าภาวะการลดลงของหุ้นในกลุ่ม Big Tech จะทำให้นักลงทุนบางคนกังวล แต่หลายคนยังคงมีความหวังในอนาคตของเทคโนโลยี AI ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมากในอนาคต
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่าแม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่เทคโนโลยี AI จะยังคงเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมและการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในระยะยาว "การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ เช่น หุ้นอัลฟาเบทของ Google ที่ร่วงก่อนเปิดตลาดแม้รายได้จะเกินคาด"
ในสรุป ตลาดหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI และการประเมินค่าที่สูงเกินจริง แต่ยังคงมีความหวังในอนาคตของเทคโนโลยีนี้ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต การเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่นๆ ในวงการการเงิน เช่น การลาออกของแบรด คาร์ป ประธาน Paul Weiss ที่เกิดขึ้นหลังมีการเปิดเผยอีเมลเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน.

